เฮเลน เคลเลอร์ สตรีผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง

 

“แม้โลกนี้จะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก แต่ก็เต็มไปด้วยหนทางที่จะเอาชนะมัน”

- เฮเลน เคลเลอร์ (Helen Keller) -

โดย เบญญาภา สงวนตระกูล

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาประวัติศาสตร์

อาจารย์ที่ปรึกษา อ.ดร.ชนกพร ชูติกมลธรรม

เชื่อว่าทุกคนในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรืออายุเท่าไร ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมายในชีวิตที่เข้ามาบั่นทอนกำลังใจและทำให้รู้สึกท้อ เช่นเดียวกับ เฮเลน อาดัมส์ เคลเลอร์ (Helen Adams keller) สตรีที่โชคชะตาไม่เข้าข้างจนทำให้ต้องพบเจอกับอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แต่เธอก็ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากและพยายามก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านั้นจนกลายมาเป็นสตรีที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้สร้างผลงานที่เป็นคุณูปการและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก

จากแสงสว่างสู่ความเงียบงันและมืดมิด

เฮเลน เคลเลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1880 ที่เมืองทัสคัมเบีย (Tuscumbia) ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอลาบามา (Alabama) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อแรกเกิดนั้นร่างกายของเฮเลนยังปกติสมบูรณ์ดีทุกอย่าง แต่พอเธอมีอายุได้ 19 เดือน โลกที่เธอเคยมองเห็นก็กลับกลายเป็นความมืดมิดและเสียงที่เธอเคยได้ยินกลับกลายเป็นความเงียบสงัด เฮเลนล้มป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับสมองซึ่งเชื่อว่า คือโรคอีดำอีแดง (Scarlet Fever) เชื้อไวรัสได้ทำลายประสาทตาและหูของเธอจนทำให้เธอตาบอดและหูหนวกสนิท ประกอบกับการที่ยังพูดไม่ได้จึงส่งผลให้การสื่อสารกับคนอื่นของเธอทำได้อย่างจำกัด ซึ่งสิ่งนี้ได้บ่มเพาะให้อารมณ์ร้ายภายในตัวเธอมีสะสมมากขึ้นทุกวัน ๆ

          จากที่เคยมองเห็นและเคยได้ยินมาก่อน พอมาล้มป่วยและเป็นเช่นนี้เฮเลนจึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดได้เลย เธอคิดว่าต้องมีใครสักคนแกล้งเธออย่างแน่นอน เธอจึงมักโกรธ กรีดร้อง มีอารมณ์ฉุนเฉียว ทำลาย      ข้าวของ และชอบแกล้งคนอื่นอยู่ตลอด จนญาติ ๆ พากันเรียกเธอลับหลังว่า “Monster” หรือที่แปลว่าสัตว์ประหลาด และยิ่งเธอมีความต้องการจะสื่อสารมากเท่าไรเธอก็จะยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะภาษาท่าทางที่เธอคิดขึ้นมีอยู่จำกัดทำให้ไม่สามารถสื่อถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเธอออกมาได้ทั้งหมด

          ความทุกข์ที่มีอยู่ท่วมท้นในใจของเฮเลนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพ่อกับแม่ของเธอก็ได้ตัดสินใจพาเธอไปรักษาเมื่อเธอมีอายุได้ 6 ขวบ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้พาเธอไปหา อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) และที่นั่นเองที่เป็นเหมือนประตูสู่ชีวิตใหม่ของเธอ ดอกเตอร์เบลล์ปฏิบัติและเล่นกับเธออย่างดี หลังจากการพบปะกันในครั้งนั้นเขาก็ได้ส่งหญิงสาวคนหนึ่งจากสถาบันเพอร์คินส์ (Perkins Institution for the Blind) ให้ไปเป็นครูของเฮเลน ซึ่งหญิงสาวคนนี้เป็นคนที่จะมาทำให้ชีวิตของเฮเลนเปลี่ยนไป

จากวันที่มีแต่ความว่างเปล่าสู่วันที่จิตวิญญาณของเธอได้เกิดใหม่

          หญิงสาวที่ถูกส่งให้มาเป็นครูของเฮเลน คือ แอนน์ ซัลลิแวน (Anne Sullivan) ผู้ซึ่งมีโชคชะตาที่ไม่ได้ดีไปกว่าเฮเลนเท่าไรนัก เธอเกิดในครอบครัวยากจนที่อพยพหนีมาจากประเทศไอร์แลนด์ เมื่อมีอายุได้    5 ขวบ เธอติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคริดสีดวงตา (Trachoma) ซึ่งเธอไม่ได้รับการรักษาจนเมื่อเวลาผ่านไปผลกระทบและความเจ็บปวดจากโรคนี้ก็ได้ทำให้เธอเริ่มสูญเสียการมองเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความโชคร้ายของแอนน์ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ หลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิตตอนเธอมีอายุประมาณ 8 ขวบ พ่อของเธอก็ตัดสินใจทิ้งเธอกับน้องชายไป ทั้งสองจึงถูกส่งไปอยู่ในบ้านสงเคราะห์คนจนที่ทั้งแออัดและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ยังไม่ทันที่อะไรจะเข้าที่เข้าทาง น้องชายของเธอก็ดันมาล้มป่วยและเสียชีวิตลง อย่างไรก็ตามในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่ แอนน์ก้าวผ่านช่วงเวลาอันย่ำแย่เหล่านั้นและได้เข้าไปศึกษาที่สถาบันเพอร์คินส์ซึ่งเป็นสถาบันสอนภาษาสำหรับคนตาบอด นอกจากนี้เธอยังได้เข้ารับการผ่าตัดดวงตาจนสามารถกลับมามองเห็นเป็นปกติได้อีกครั้ง เธอเรียนอยู่ที่นี่จนจบการศึกษาเมื่ออายุ 20 ปี แล้วจึงมาเป็นครูของเฮเลน

          การสอนเด็กที่ทั้งตาบอด หูหนวก และเป็นใบนั้นดูเหมือนจะทำได้ยากแต่ก็คงไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของแอนน์ที่นอกจากจะมีความรู้และทักษะที่ดีเยี่ยมแล้ว เธอยังมีความรัก ความเมตตา และความมุ่งมั่นอดทนด้วย เธอเริ่มสอนโดยการนำตุ๊กตามาให้เฮเลนเล่นซึ่งเป็นตุ๊กตาที่เด็กตาบอดจากสถาบันเพอร์คินส์ส่งมาให้ ขณะที่เฮเลนกำลังเล่นอยู่เธอก็ใช้นิ้วสะกดคำว่า “d-o-l-l” ลงบนมือของเฮเลน เฮเลนสนใจและเริ่มเลียนแบบจนเขียนได้แต่ก็ยังไม่รู้ว่าที่ตนทำอยู่นั้นคือการสะกดคำหรือไม่รู้แม้แต่ว่าคำ ๆ นั้นหมายถึงอะไร

          วันต่อมาแอนน์สอนเรื่องตุ๊กตาเช่นเดิมแต่เฮเลนกลับไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องซ้ำซาก เธอระบายความโกรธด้วยการทำลายตุ๊กตาที่ครูให้จนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แอนน์ไม่ได้มีท่าทีตอบโต้อะไร เธอเพียงแค่กวาดเศษตุ๊กตาไปไว้ข้างเตาผิงและรอให้เฮเลนใจเย็นลงแล้วจึงพาเฮเลนออกไปเดินเล่นที่สวน ระหว่างเดินเล่นแอนน์หันไปเห็นคนกำลังสูบน้ำขึ้นจากบ่อ เธอจึงดึงมือของเฮเลนไปรองใต้ก๊อกน้ำและเมื่อน้ำไหลผ่านมือ เธอก็เขียนคำว่า “w-a-t-e-r” ลงบนมืออีกข้างหนึ่งของเฮเลน ช่วงวินาทีนั้นเองที่โลกอันมืดมิดของเฮเลนได้เปลี่ยนไป เธอเข้าใจถึงสิ่งที่แอนน์กำลังพยายามทำซึ่งก็คือการสอนภาษาให้กับเธอ

          หลังจากนั้นเฮเลนได้เรียนรู้ถึงชื่อเรียกของสิ่งต่าง ๆ ผ่านการเขียนสะกดคำลงบนมือ แอนน์สอนเธอตั้งแต่เรื่องรอบตัวไปจนถึงเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างวรรณกรรมของเชคสเปียร์ การเขียนของเธอพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากเรียนรู้คำแรกได้เพียงสามเดือนครึ่งเธอก็สามารถสร้างประโยคได้ด้วยตัวเธอเองและใช้ดินสอเขียนจดหมายสั้น ๆ ส่งไปหาแม่และญาติด้วยภาษาที่ยังถูกบ้างผิดบ้าง เมื่อเริ่มเขียนหนังสือได้แล้วขั้นต่อมาแอนน์ได้พาเธอไปเรียนการอ่านอักษรเบลล์ (Braille) ที่สถาบันเพอร์คินส์ และเมื่อมีอายุได้ 10 ขวบ แอนน์ก็พาเธอไปที่โรงเรียนฮอเรสมาน (Horace Mann School for the Deaf) ที่ซึ่งเธอได้เริ่มทำสิ่งใหม่ที่เธอไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตนั่นคือ การเรียนพูด โดยวิธีที่ซารา ฟูลเลอร์ (Sarah Fuller) ครูใหญ่ของโรงเรียนสอนเธอคือ ให้เธอวางนิ้วลงไปบนริมฝีปากและลำคอของครูในขณะที่กำลังพูดเพื่อที่เธอจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเวลาเปล่งเสียงต่าง ๆ ออกมา เฮเลนเรียนรู้อย่างรวดเร็วและภายในเวลาไม่นานเธอก็สามารถเปล่งเสียงเป็นคำพูดประโยคแรกได้ว่า “It is warm” แม้จะยังเป็นประโยคที่ตะกุกตะกักแต่ก็ทำให้เธอดีใจมาก เธอฝึกฝนการพูดไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็สามารถพูดได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ

จากความมุ่งมั่นและอดทนสู่แรงบันดาลใจแก่คนทั่วโลก

          เฮเลนมีความมุ่งมั่นในการเรียนมาก เมื่อสามารถพูด เขียน และอ่านอักษรเบลล์ได้แล้ว เธอได้เริ่มการผจญภัยครั้งใหม่ตอนที่เธอมีอายุ 16 ปี โดยเข้าเรียนที่โรงเรียนเคมบริดจ์ (Cambridge School for Young Ladies) เธอได้เรียนหลากหลายวิชามีทั้งที่เธอชอบและไม่ชอบ ซึ่งในช่วงแรกของการเรียนนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากลำบากสำหรับเธอด้วยข้อจำกัดที่เธอมีและด้วยเป็นการเรียนในโรงเรียนปกติทั่วไป แต่เฮเลนก็ไม่ละความพยายาม เธอตั้งใจเรียนโดยมีครูแอนน์คอยช่วยเหลือจนผ่านและสามารถสอบเข้าวิทยาลัยแรดคลิฟฟ์ (Radcliffe College) ได้ในปี ค.ศ. 1990 ขณะที่เธอมีอายุ 20 ปี

          การเรียนวิทยาลัยในฐานะผู้ที่มีข้อจำกัดทำให้เฮเลนต้องพบเจอกับอุปสรรคอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากที่วิทยาลัยมีอุปกรณ์ในการช่วยเหลือเธอน้อยมาก เวลาเรียนครูแอนน์ก็ต้องคอยถ่ายทอดคำบรรยายโดยการใช้นิ้วเขียนบนมือเธอเพราะเธอไม่ได้ยินสิ่งที่อาจารย์สอน ทำให้เธอไม่สามารถจดเลคเชอร์ได้เลย แต่เธอก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ต้องเจอและสามารถเอาชนะมันได้ทุกครั้งจนจบการศึกษาได้รับปริญญาในปี ค.ศ. 1904  ซึ่งที่วิทยาลัยนี้เองที่เธอได้เริ่มเขียนหนังสือเล่มแรกคือ The Story of My Life (1903) เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเธอเองที่ในภายหลังจะถูกนำไปเขียนเป็นบทภาพยนตร์เรื่อง The Miracle Worker (1959) ของ William Gibson ที่ได้รับรางวัล Pulitzer Prize ในปีถัดมา และต่อมาได้ถูกนำไปสร้างต่อเป็นภาพยนตร์ใน  ชื่อเดียวกันโดย Arthur Penn ในปี ค.ศ. 1962

          หลังจากเรียนจบ เฮเลนได้กลายมาเป็นนักพูด นักเขียน และนักมนุษยธรรมที่มีชื่อเสียงโดดเด่น เธอได้ไปแสดงปาฐกถาในหลาย ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในอีกหลายประเทศทั่วโลกโดยแน่นอนว่ามีครูแอนน์ไปด้วย นอกจากนี้เธอยังมีบทบาทสำคัญมากมายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งมูลนิธิจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือคนตาบอดและคนพิการ และเป็นนักรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงและสนับสนุนสิทธิสตรี ซึ่งจากการเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกเธอจึงได้รับรางวัลและได้รับเกียรติจากสถาบันและองค์กรในหลายประเทศ รวมไปถึงเหรียญ Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดีลินดอน เบนส์ จอห์นสัน (Lyndon Baines Johnson) ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับพลเมือง เฮเลนอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ เธอเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1968 ที่เมืองเวสต์พอร์ต (Westport) ใน        รัฐคอนเนตติคัต (Connecticut)

ชีวิตของเฮเลนเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน เพราะถึงแม้โลกที่เธอมองเห็นจะมืดมิดแต่เปลวไฟแห่งความหวังของเธอก็ไม่เคยดับลง เธอเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้เห็นว่าทุกปัญหาและอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามานั้นก็เป็นเหมือนบททดสอบซึ่งจะช่วยให้เราพัฒนาตนเองจนก้าวผ่านช่วงเวลาร้าย ๆ เหล่านั้นไปได้และกลายเป็นตัวเราในรูปแบบที่ดีขึ้น โดยถือเป็นโชคดีของเฮเลนที่ได้เจอกับแอนน์ผู้ที่เข้ามาจับมือและเดินไปพร้อม ๆ กับเธอ อย่างที่เธอเคยได้กล่าวไว้ว่า…

“การเดินไปพร้อมกับเพื่อนในความมืดดีกว่าการเดินคนเดียวในแสงสว่าง”

ซึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ที่แอนน์ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเฮเลน เธอทั้งสองก็ไม่เคยห่างจากกันเลย แอนน์คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และช่วยเฮเลนแก้ปัญหาจนสามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่ยากลำบากไปได้เสมอ แอนน์ติดตามเฮเลนไปทุกหนทุกแห่งเกือบทั้งชีวิตของเธอ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กหญิงอารมณ์ร้ายในวันนั้นกลายมาเป็น “เฮเลน เคลเลอร์” ที่ยังคงถูกยกย่องและถูกพูดถึงอยู่ในทุกวันนี้

รายการอ้างอิง

หนังสือ

วิจิตรวาทการ หลวง. (2541). กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์.

วิชัย โชควิวัฒน. (2556). 10 ชีวิต 10 แรงบันดาลใจ. นนทบุรี: สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.).

สุภาพร. (ม.ป.ป.). ชีวประวัติและผลงานวีรสตรีสำคัญของโลก. กรุงเทพฯ: พิทยาคาร.

ออนไลน์

Mr. Donkey. (2560). “หากคิดว่าชีวิตตัวเองแย่สุดๆแล้ว…ลองอ่านเรื่องนี้” (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://www.maodeep.com/หากคิดว่าชีวิตตัวเองแย/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562)

nintara1991. (2561). “เฮเลน เคลเลอร์ เพราะพลังแห่งรัก และกำลังใจ เธอจึงมีวันนี้” (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/99950.html (สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562)

The Editors of Encyclopaedia Britannica. (2019). “Helen Keller: American author and educator” [Online]. Available https://www.britannica.com/biography/Helen-Keller (สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562)

Anonymous. (n.d.). “Anne Sullivan” [Online]. Available: https://www.perkins.org/history/people/anne-sullivan (สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562)

Anonymous. (n.d.). “Helen Keller” [Online]. Available: https://www.perkins.org/history/people/helen-keller (สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562)

รูปประกอบจาก: https://www.perkins.org/history/people/anne-sullivan/medal