ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบที่ผมถูกเทรนมา เน้นบริบทมากกว่ารูปแบบศิลปะ...ทำให้ผมเลือกที่จะมาเป็นอาจารย์อยู่ในสาขาประวัติศาสตร์

โดย สำนักพิมพ์ Illuminations editions  (อ่านฉบับเต็มได้ใน FB ของสำนักพิมพ์)

สนทนากับ รศ. วิศรุต พึ่งสุนทร ผู้เขียนหนังสือ ประวัติศาสตร์ความลับ: ความคิดทางการเมืองจากยุคโบราณถึงสมัยใหม่ กับการเปิดเผยการปกปิด การมีความลับและความเร้นลับในทางการเมืองซึ่งผูกโยงกับบางอย่างของสังคม และเข้าใจถึงการอธิบายความเป็นมาและข้อถกเถียงเรื่องความลับในทฤษฎีทางการเมือง การส่งผ่านและสืบสายทางความคิดตั้งแต่อายุโบราณมาถึงยุคต้นสมัยใหม่ที่จะทำให้ผู้อ่าน ‘หูตาสว่าง’

Q: อาจารย์วิศรุตจบด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ศิลปะ แล้วมาสอนด้านประวัติศาสตร์ได้อย่างไร?
A: ผมจบปริญญาตรีสาขาออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งตอนนั้นอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ต่อมาผมมาเรียนปริญญาโทในสาขา Visual culture ซึ่งในความเป็นจริงก็คือประวัติศาสตร์ศิลปะในแบบหนึ่ง และเรียนปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ผมทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องประวัติศาสตร์ของวาทกรรมเรื่องบาดแผลในช่วงศตวรรษที่ 19 และครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบที่ผมถูกเทรนมา เป็นสายที่เน้นเรื่องของบริบทมากกว่าในแง่ของรูปแบบศิลปะหรือเรื่องของการสร้างสรรค์ ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากจารีตของวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในบ้านเรา ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นความรู้เสริมให้กับผู้ที่อยู่ในวิชาชีพศิลปะและการออกแบบ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกที่จะมาเป็นอาจารย์อยู่ในสาขาประวัติศาสตร์มากกว่าประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งในความเป็นจริงทั้ง 2 สาขาค่อนข้างจะแยกขาดจากกันทั้งในแง่การก่อกำเนิดและการเป็นความรู้ทางวิชาการในปัจจุบัน
Q: ปัจจุบันอาจารย์เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ อาจารย์สอนวิชาอะไรบ้าง?
A: หลักๆเลย ผมสอนวิชาประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก ระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่และประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก วิชาปริญญาตรีที่สอนมาต่อเนื่องก็คือประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก ประวัติศาสตร์ศิลปะที่ไม่ค่อยได้เปิด ส่วนเรื่องของระเบียบวิธีเป็นของหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก
Q: วิชาประวัติศาสตร์นิพนธ์นี่คืออะไร?
A: ประวัติศาสตร์นิพนธ์คืออะไร คำนี้มาจากคำว่า historiography ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลตรงๆ ก็หมายถึง “การเขียนประวัติศาสตร์” เนื่องจากประวัติศาสตร์มีทั้งส่วนที่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือจะเรียกว่าเนื้อหา กับส่วนที่เรียกว่าเป็นการเขียน วิธีการค้นคว้า หรือแนวคิดเกี่ยวกับการเขียนในการค้นคว้า ซึ่งในความเป็นจริงทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน ถ้าพูดง่ายๆก็คือความรู้ด้านประวัติศาสตร์มีมากกว่าข้อมูลใดเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่มีมิติอื่นๆเช่นการค้นคว้า การเขียน การนำเสนอและรวมไปถึงมิติของการประพันธ์ ที่ทำให้ประวัติศาสตร์เป็นชุดความรู้ขึ้นมา เนื้อหาที่ผมสอนเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของการเขียนประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตก หรือจะพูดง่ายๆก็คือศึกษางานเขียนประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญและศึกษาบริบท ตั้งบริบททางความคิด บริบททางการเมืองบริบททางสังคมที่ทำให้ข้อเขียนเหล่านั้นเป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา
Q: แล้วส่วนของระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คืออะไร?
A: ในส่วนที่ผมสอน ผมพูดถึงแนวทางการค้นคว้าในช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 ที่การค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ได้นำเอากรอบวิธีคิด การตั้งคำถาม รวมไปถึงทฤษฎีมาจากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สาขาอื่นๆ เช่น สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษย์วิทยา ซึ่งเราก็จะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ซึ่งได้กลายเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักไปแล้ว
 
...
 
 

สมัยเรียน ป.ตรี ลงวิชาประวัติศาสตร์ รู้สึกว่าการเรียนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยสนุก ไม่เหมือนในโรงเรียน

Q&A ศุภวิทย์ ถาวรบุตร ผู้เขียน ‘กุญแจแห่งฟากฟ้า: เรขาคณิตวิเคราะห์ จากกรีกโบราณถึงนิวตัน’

โดย สำนักพิมพ์ Illuminations editions  (อ่านฉบับเต็มได้ใน FB ของสำนักพิมพ์)

‘กุญแจแห่งฟากฟ้า: เรขาคณิตวิเคราะห์ จากกรีกโบราณถึงนิวตัน’ เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของวิชาคณิตศาสตร์ นั่นคือวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์ (Analytic Geometry) ซึ่งมีส่วนสำคัญมากกับการเกิดขึ้นของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific revolution) ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16-17 นอกจากจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจด้านประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีสูตรทางคณิตศาสตร์ต่างๆ มาทำให้ผู้อ่านต้องปวดหัวมากนัก ที่สำคัญบ้านเรายังมีคนเขียนหนังสือที่มีเนื้อหาแบบนี้น้อยมาก การเขียนงานโดยคนไทยที่สอนวิชาประวัติศาสตร์เป็นอาชีพ น่าจะทำให้ผู้อ่านคนไทย สามารถเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้ง่ายขึ้น โดยในปัจจุบันเราได้เห็นคือการแปลหนังสือประเภท Popular Science ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ที่เขียนเองโดยคนไทย ยังมีจำนวนน้อยอยู่
 
สำนักพิมพ์ Illuminations Editions จะพาทุกท่านรู้จักกับอาจารย์ ศุภวิทย์ ถาวรบุตร ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ปัจจุบันศุภวิทย์ทำงานเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
Q: ช่วยเล่าเรื่องของตัวเองเล็กน้อย ว่าทำไมจบปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 41 ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 แต่กลับเลือกมาทำปริญญาโทต่อที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ มธ. จนจบในปี 46? คือก่อนต่อโท อาจารย์ยังมีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ (ISEP) และได้ใช้วิชาที่เรียนมาทางเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ทำไมไม่เลือกเรียนโทต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ แต่กลับมาเรียนต่อที่ภาคประวัติศาสตร์
A: ผมชอบเศรษฐศาสตร์นะ ขณะที่เรียนก็สนุกกับมันอย่างเต็มที่ เรียนจบทำงานก็ค่อนข้างตรงสายอีก แต่ส่วนตัวชอบประวัติศาสตร์มานาน ซึ่งชอบแบบงูๆ ปลาๆ ชอบอ่านแต่ไม่ได้คิดจะยึดเป็นวิชาชีพ และสมัยเรียน ป.ตรี เคยมีโอกาสมาลงวิชาประวัติศาสตร์บ้าง เจอกับอาจารย์ที่สอนเก่ง มีเกร็ดความรู้เยอะ จึงรู้สึกว่าการเรียนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยสนุก ไม่เหมือนเรียนในโรงเรียน ระหว่างที่ทำงานหลังเรียนจบ ซึ่งไม่ต้องเน้นอ่านหนังสือเรียนหรือตำราเหมือนสมัยเรียน ช่วงนั้นอยากอ่านหนังสืออะไรก็ซื้ออ่านทั้งหมด ส่วนมากเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ตามความชอบส่วนตัว พอได้อ่านมากเข้ารู้สึกสนุก เจอเพดานความรู้อีกมากที่การเรียนประถมมัธยมไปไม่ถึง ตอนนั้นอ่านประวัติศาสตร์ไทยเยอะ อ่านทั้ง นิธิ สุเนตร สมศักดิ์ ธงชัย ฯลฯ อ่านไปคิดไปว่าทำไมตอนเรียนในแบบเรียนไม่สนุกอย่างนี้ เมื่อได้อ่านมากเริ่มอยากเขียน เคยลองเขียนบทความส่งไปศิลปวัฒนธรรม เขาให้ลงตีพิมพ์ ดีใจมาก ทั้งหมดเหมือนโดนประวัติศาสตร์ดึงดูดเข้าหาเรื่อยๆ เมื่อชีวิตวนเวียนกับการอ่าน คิด เขียน ติดตามการดีเบตต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ ก็เลยคิดว่าลองเรียนประวัติศาสตร์ดูสักหน่อย จะได้รู้ว่าที่เรียนแบบจริงจังเขาเรียนกันอย่างไร ส่วนแรกที่เล่ามานี้เกี่ยวกับ passion เป็นหลักครับ
 
ส่วนในแง่วิชาการเริ่มมีมุมมองว่า เศรษฐศาสตร์ก็ดีนะ เรียนสนุก แต่เศรษฐศาสตร์ (ซึ่งยิ่งเรียนสูง ยิ่งเน้น mathematical model) ไม่ตอบสนองความใคร่รู้ของเราทั้งหมด เคยเรียนกับ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ซึ่งท่านสอนวิชาเศรษฐกิจประเทศไทย พัฒนาการหลายเรื่องที่เราฟังแล้ว เรียนแล้วรู้สึกเลยว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ตอบได้ทั้งหมด ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทย บทบาทสหรัฐฯ ในยุคสมัยอเมริกัน หรือการอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลทั้งทหารและพลเรือนในอดีต หลัง 14 ตุลาเกิดอะไรขึ้นในสังคมเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนขั้วอำนาจกันอย่างไร ฯลฯ เราต้องทำความเข้าใจกับชุดความสัมพันธ์เยอะมาก จึงจะเข้าใจจุดยืนของใครต่อใครในเรื่องต่างๆ นี่เป็นอีกเหตุผลที่รู้สึกว่า ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ ไม่รู้บริบทอะไรเลย ต่อให้มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ก็อาจทำความเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาในสังคมไม่ได้ทั้งหมด

 ................................

 

Page 2 of 2